HONDA TLM200 เครื่อง2จังหวะ รถไต่เขาในตำนาน(1)

ข้อมูลพื้นฐาน

ผู้ผลิตHONDAประเภทเครื่องยนต์2 จังหวะ 6 เกียร์
ชื่อรุ่นTLM200ระบบสตาร์ทเท้า
ล้อล้อหน้า 21″ หลัง 18″ วงล้อสีทองแรงม้าสูงสุด13ps(10kw)/5500rpm
เบรคหน้าและหลังแบบดรัมแรงบิดสูงสุด1.9kg・m(18.6N・m)/4000rpm
ประเภทโช๊คหลังเดี่ยว mono shockน้ำหนักรถสุทธิ(น้ำหนักรถ (เปล่า))86(การจำลอง)kg
ขนาดเครื่องยนต์193ccน้ำหนักรถสุทธิ(รวมอุปกรณ์)92kg
ปีที่วางจำหน่าย1985ปีอัตราแรงม้า[86 / 13ps(10kw)/5500rpm] kg/PS
อัตราการเผาผลาญน้ำมัน2 T 20 cc /เบนซิน1 ล.ยาว x สูง x กว้าง2010mm × 1075mm × 820mm

.

ที่มาเลเซีย จะเรียกรถไต่เขาว่า “goat” ขอขอบคุณ คุณ Razzlan Thawin Bin Abdullah นักแข่งรถในมาเลเซียด้วยครับ อ่านกระทู้นี้ คลิก

.

.

คำคม..มาร่วมคิดถึงและเชิดชูเกียรติของนักแข่งโมโตครอสไทย


  1. บนผืนดินที่เต็มไปด้วยฝุ่น คือร่องรอยเกียรติยศของนักแข่งไทย
  2. ชื่อของนักแข่ง อาจไม่ถูกเอ่ยทุกวัน แต่คุณค่าจะถูกจารึกตลอดกาล
  3. ทุกเสียงเครื่องยนต์ คือคำปฏิญาณของหัวใจนักสู้
  4. พวกเขาล้มเพื่อเรียนรู้ และลุกขึ้นเพื่อศักดิ์ศรี
  5. นักแข่งโมโตครอสไทย คือผู้เสียสละเพื่อความฝันที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเอง
  6. สนามแข่งไม่ใช่แค่ที่ประลองความเร็ว แต่คือเวทีแห่งเกียรติยศ
  7. ทุกหยดเหงื่อ คือพยานแห่งความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้
  8. ฝุ่นดินอาจปลิวหาย แต่ตำนานจะคงอยู่
  9. พวกเขาขี่ด้วยหัวใจ ไม่ใช่เพียงคันเร่ง
  10. ธงชาติบนสนาม คือความภูมิใจที่ไม่มีวันจาง
  11. นักแข่งไทย คือผู้เขียนประวัติศาสตร์ด้วยสองล้อและความกล้า
  12. ชัยชนะไม่ใช่เป้าหมายเดียว เกียรติคือจุดยืน
  13. ทุกสนาม คือบททดสอบของความเป็นนักสู้
  14. ความเจ็บปวด คือราคาที่จ่ายเพื่อศักดิ์ศรี
  15. พวกเขาไม่เคยแข่งเพื่อตัวเองเพียงลำพัง แต่แข่งเพื่อวงการ
  16. นักแข่งโมโตครอสไทย คือแรงบันดาลใจของคนรุ่นหลัง
  17. ทุกการออกตัว คือคำมั่นสัญญาต่อความฝัน
  18. เส้นชัยอาจสั้น แต่ความเสียสละยาวไกล
  19. ชื่อเสียงอาจเลือนหาย แต่คุณค่าจะไม่มีวันสูญ
  20. พวกเขาคือเสาหลักของโมโตครอสไทย
  21. ล้มแล้วลุก คือบทนิยามของนักแข่งตัวจริง
  22. นักแข่งไทย คือจิตวิญญาณของสนามดิน
  23. เกียรติยศไม่ได้อยู่บนถ้วย แต่อยู่ในหัวใจผู้สู้
  24. วันนี้เราระลึกถึง เพื่อพรุ่งนี้จะไม่ลืม
  25. เชิดชูนักแข่ง คือการเคารพความกล้าและความเสียสละ
  26. ทุกตำนาน เริ่มจากนักแข่งที่ไม่ยอมแพ้
  27. โมโตครอสไทยยืนหยัดได้ เพราะหัวใจนักสู้เหล่านี้
  28. ขอคารวะนักแข่งโมโตครอสไทย ผู้สร้างเกียรติ สร้างแรงบันดาลใจ และสร้างประวัติศาสตร์ 🏁🇹🇭

ฝุ่นดินอาจจางหาย แต่เกียรติยศของนักแข่งจะอยู่ตลอดไป

  1. ทุกคันเร่ง คือความฝันที่นักแข่งไทยไม่เคยทิ้ง
  2. ล้มได้ เจ็บได้ แต่ศักดิ์ศรีนักแข่งไทยไม่เคยล้ม
  3. เสียงเครื่องยนต์ คือเสียงหัวใจของนักแข่งโมโตครอสไทย
  4. พวกเขาไม่ได้ขี่เพื่อชัยชนะเท่านั้น แต่ขี่เพื่อศักดิ์ศรีประเทศ
  5. ทุกหยดเหงื่อบนสนาม คือบทพิสูจน์ความเป็นนักสู้ของไทย
  6. นักแข่งโมโตครอสไทย คือแรงบันดาลใจของคนรักรถทั้งชาติ
  7. สนามดินคือบ้าน ธงชาติคือหัวใจ
  8. เกียรติยศของนักแข่ง ไม่ได้วัดที่ถ้วย แต่วัดที่หัวใจ
  9. พวกเขาคือคนธรรมดา ที่สร้างตำนานบนสนามแข่ง
  10. โมโตครอสไทย เติบโตได้เพราะเลือดนักสู้ของนักแข่งทุกคน
  11. ชัยชนะอาจมีวันจบ แต่ชื่อของนักแข่งจะถูกจดจำ
  12. นักแข่งไทยทุกคน คือครูของความพยายามและวินัย
  13. ความกล้าหาญของนักแข่ง คือพลังขับเคลื่อนวงการโมโตครอสไทย
  14. ทุกสนามมีเรื่องราว ทุกนักแข่งมีตำนาน
  15. พวกเขาคือผู้เขียนประวัติศาสตร์โมโตครอสไทยด้วยสองล้อ
  16. ล้อที่หมุนไป คือความหวังของวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย
  17. เชิดชูนักแข่ง คือการรักษาหัวใจของกีฬา
  18. นักแข่งโมโตครอสไทย คือความภูมิใจของคนทั้งวงการ
  19. เส้นชัยอาจสั้น แต่ความเสียสละยาวไกล
  20. พวกเขาสอนให้รู้ว่า ความฝันต้องเร่งให้สุด
  21. โมโตครอสไทยไม่เคยเดียวดาย เพราะมีนักแข่งเป็นเสาหลัก
  22. นักแข่งไทย คือภาพจำของความกล้าและความอดทน
  23. ทุกการล้ม คือบทเรียน ทุกการลุก คือเกียรติยศ
  24. เชิดชูวันนี้ เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วันหน้า
  25. นักแข่งโมโตครอสไทย คือพลังเงียบที่ยิ่งใหญ่
  26. ขอคารวะทุกหัวใจนักสู้ ผู้สร้างชื่อให้โมโตครอสไทย 🇹🇭🏁

38 คำคมเด็ดๆ คัดมาให้ครบทุกอารมณ์ ของคนสะสมรถวิบากวินเทจตัวจริง

หมวด: จิตวิญญาณและกลิ่นอายความคลาสสิก

  1. “รถใหม่ซื้อด้วยเงิน รถวินเทจซื้อด้วยใจและหยาดเหงื่อ”
  2. “กลิ่นควัน 2 จังหวะ คือน้ำหอมที่แพงที่สุดสำหรับผม”
  3. “ความเร็วอาจจะไม่สู้รถใหม่ แต่ความเท่กินขาดทุกสนาม”
  4. “รถวิบากวินเทจไม่ได้มีไว้แค่ขี่ แต่มันคือไทม์แมชชีน”
  5. “เสียงเครื่องยนต์เก่าๆ คือดนตรีบำบัดชั้นดี”
  6. “โช้คคู่ถังเหล็ก คือสัญลักษณ์ของลูกผู้ชายยุคบุกเบิก”
  7. “ขี่รถวินเทจ ไม่ได้อยากย้อนเวลา แต่อยากรักษาตำนาน”
  8. “ความสุขไม่ได้อยู่ที่ความเร็ว แต่อยู่ที่การได้ยินเสียงเครื่องยนต์สตาร์ทติด”
  9. “รอยถลอกบนตัวรถ คือเหรียญกล้าหาญของกาลเวลา”
  10. “วินเทจแท้ต้องมีคราบน้ำมันเปื้อนมือ”

หมวด: สายซ่อมและของสะสม

  1. “บางเวลา อะไหล่หายากกว่าแฟน และแพงกว่าทอง”
  2. “โรงรถคือวิมาน เมียเรียกกินข้าวคืออุปสรรค”
  3. “สภาพนางฟ้าไม่มีจริง มีแต่สภาพพยายามจะเป็นนางฟ้า”
  4. “ช่างที่ดีที่สุด คือตัวเราเองที่ทำพังมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน”
  5. “สะสมรถวิบาก เหมือนสะสมงานศิลปะที่พาเราไปกินฝุ่นได้”
  6. “เหล็กแท้ไม่มีวันตาย แค่รอคนเอามาปัดเงา”
  7. “อย่าถามว่าคันนี้ราคาเท่าไหร่ ให้ถามว่าใช้เวลาหาอะไหล่มาแล้วกี่ปี”
  8. “เมียบอกให้เลือกระหว่างรถกับเมีย… โชคดีที่รถวินเทจพูดไม่ได้”
  9. “เงินซื้อความสุขไม่ได้ แต่ซื้อรถวิบากวินเทจได้ (ซึ่งมันก็เหมือนกันนั่นแหละ)”
  10. “ความภูมิใจไม่ใช่การขี่รถแพง แต่คือการขี่รถที่เคยพังให้กลับมาวิ่งได้”

หมวด: สายลุยและมิตรภาพ

  1. “รถเก่า คนเก๋า เข้าใจกัน”
  2. “ทางวิบากสอนให้เราอดทน รถวินเทจสอนให้เรารักรถ”
  3. “มิตรภาพบนอานรถวิบากวินเทจ เหนียวแน่นกว่ากาวติดปะเก็น”
  4. “ขี่รถใหม่เพื่อนเยอะ ขี่รถวินเทจเพื่อนเพียบ (มาช่วยกันเข็น)”
  5. “ล้มบ้าง พังบ้าง คือสีสันของวิบากคลาสสิก”
  6. “เราไม่ได้แข่งกับใคร เราแข่งกับระบบไฟและคาร์บูเรเตอร์”
  7. “ฝุ่นที่เกาะรถ คือความทรงจำที่งดงาม”
  8. “ถึงเครื่องจะเก่า แต่หัวใจเรายังวัยรุ่น”
  9. “วินเทจเข้าเส้น เลือดในตัวเป็นน้ำมันผสมออโต้ลูป”
  10. “หลุมจะลึกแค่ไหน ถ้าใจถึง รถวินเทจก็พาไปถึง”

หมวด: สั้นๆ ขยี้ใจ

  1. “วินเทจคือชีวิต วิบากคือจิตวิญญาณ”
  2. “ถังเหล็ก โช้คคู่ ดูเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ”
  3. “Old but Gold: เก่าแต่เก๋า”
  4. “ซ่อมสิบนาที ขี่สามร้อยเมตร… ก็ยอม”
  5. “หล่อในแบบเรา เก๋าในแบบเดิม”
  6. “รถน่ะวินเทจ แต่คนน่ะในตำนาน”
  7. “แค่เห็นเธอก็จอดขี่ ไม่ต้องมีคำบรรยาย”
  8. “วิบากวินเทจ: ยิ่งขยี้ ยิ่งรัก”

—–เพิ่มเติม 21กพ.2569

🏁 สายเก๋า เล่าเรื่องราว

  1. รถใหม่ซื้อด้วยเงิน… แต่รถวินเทจซื้อด้วย “ใจ” และ “ความพยายาม”
  2. ไม่ได้สะสมแค่เหล็ก แต่สะสม “ความทรงจำ” ที่สตาร์ทติด
  3. ยิ่งเก่า ยิ่งเก๋า ยิ่งมีเรื่องเล่าในทุกรอยถลอก
  4. รถวิบากวินเทจคือ “ไทม์แมชชีน” ที่พาเรากลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง
  5. ความคลาสสิกไม่มีวันตาย… แค่รอคนเข้าใจมาปลุกให้ตื่น
  6. รถน่ะรุ่นพ่อ แต่แรงพุ่งน่ะรุ่นพี่!
  7. ขี่รถใหม่ใครก็มอง แต่ขี่รถคันนี้ “ใครๆ ก็ยิ้ม”

🛠️ สายปั้น สั่นสู้มือ

  1. สตาร์ทสิบทีไม่ติดไม่เป็นไร ขอแค่ตอนติดแล้ว “เสียงมันโดน”
  2. ชีวิตมันสั้น… แต่การหาอะไหล่แท้มัน “ยาวนาน”
  3. เหงื่อที่ไหลตอนซ่อม คือความภูมิใจตอนได้คร่อมไปลุยฝุ่น
  4. นิยามของคำว่ารัก คือการนั่งเช็ดถังน้ำมันเดิมๆ ได้เป็นชั่วโมง
  5. อะไหล่หายากกว่าเงิน แต่ความสุขตอนหาเจอนั้นหาค่าไม่ได้
  6. เจ็บมาเยอะกับคำว่า “สภาพเดิมๆ”
  7. รถเราไม่ได้เสีย… มันแค่กำลัง “พักผ่อน” รออะไหล่ส่งจากต่างประเทศ

💨 สายลุย ฝุ่นตลบ

  1. ทางเรียบเป็นของคนทั่วไป… ทางฝุ่นและโคลนเป็นของ “เรา”
  2. ควันขาวจากท่อ 2 จังหวะ คือน้ำหอมที่เย้ายวนที่สุด
  3. โช้คคู่ดูคลาสสิก แต่ตอนลงกระโดดน่ะ “ตับสั่น” ของจริง!
  4. อย่าถามว่ากี่กิโลลิตร ให้ถามว่า “ความเท่” มันกี่ระดับ
  5. ฝุ่นเต็มหน้า ขี้โคลนเต็มตัว แต่นี่แหละคือ “อิสระ”
  6. เสื้อเกราะอาจจะเก่า แต่หัวใจคนขับน่ะ “เก๋า” กว่ารถ
  7. ไม่เน้นที่หนึ่ง เน้นที่ “ท่วงท่า” และ “ความหล่อ” ของรถ

💡 ปรัชญาคนรักรถเก่า

  1. การสะสมรถวิบากวินเทจ ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่มันคือ “รสนิยม”
  2. เราไม่ได้เป็นเจ้าของรถ… เราเป็นแค่ “ผู้ดูแล” ประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลัง
  3. รถบางคันไม่ได้มีไว้ขี่… มีไว้ “ดู” แล้วชื่นใจ
  4. ความสุขไม่ได้อยู่ที่ปลายทาง แต่อยู่ที่ “คราบน้ำมัน” บนมือ
  5. แฟนบอก “รถหรือขยะ” แต่เราบอก “นี่คือสมบัติล้ำค่า”
  6. รถยิ่งเก่า ยิ่งสอนให้เรา “อดทน”
  7. “Vintage is not a trend, it’s a lifestyle.” (วินเทจไม่ใช่กระแส แต่มันคือวิถีชีวิต)

+เพิ่มเติม 8มึ.ค.2569

รถอาจเก่า…แต่หัวใจคนขี่ แรงเสมอ

รถดี คือความภูมิใจ แต่ คนแรง คือจิตวิญญาณ

วิบากวินเทจไม่ใช่แค่รถดี…แต่ต้อง คนแรงด้วยหัวใจ

รถดีดูที่เครื่อง… คนแรงดูที่ใจ

รถดีพาไปไกล… คนแรงพาไปถึงตำนาน

รถดีคือสมบัติ… คนแรงคือพลังของชมรม

วิบากวินเทจ… รถดี คนแรง แบ่งปันมิตรภาพ

รถดีมีราคา… คนแรงมีคุณค่า

รถดีอาจหายาก… คนแรงยิ่งหายากกว่า

รถดีคือความงาม… คนแรงคือความจริงใจ

วิบากวินเทจจะยิ่งใหญ่ เพราะมี รถดีและคนแรง

รถดีคืออดีต… คนแรงคืออนาคตของตำนาน

รถดีวิ่งในสนาม… คนแรงวิ่งในหัวใจเพื่อน

รถดีคือเรื่องราว… คนแรงคือผู้รักษาตำนาน

รถดีทำให้หลงรัก… คนแรงทำให้หลงทางไม่ได้

รถดีทำให้คนมอง… คนแรงทำให้คนเคารพ

วิบากวินเทจจะมีความหมาย เพราะ รถดีและคนแรง

รถดีสร้างความภูมิใจ… คนแรงสร้างมิตรภาพ

รถดีคือเครื่องยนต์… คนแรงคือหัวใจของชมรม

ชมรมคนรักรถวิบากวินเทจไทยแลนด์ — รถดี คนแรง มิตรภาพยิ่งใหญ่

คำคมแนวขลัง

  1. รถดี คนแรง แห่งวิบากวินเทจ
  2. รถดีคู่คนแรง ตำนานไม่มีวันเก่า
  3. รถดี คนแรง ศรัทธาเดียวกัน
  4. รถดี คนแรง วิญญาณนักลุย
  5. รถดี คนแรง ทางดินคือบ้าน
  6. รถดี คนแรง เกียรติแห่งวิบาก
  7. รถดี คนแรง รวมใจเป็นหนึ่ง
  8. รถดี คนแรง สายเลือดวิบาก
  9. รถดี คนแรง ตำนานยังวิ่งอยู่
  10. รถดี คนแรง หัวใจไม่ถอย
  11. รถดี คนแรง เกิดมาเพื่อลุย
  12. รถดี คนแรง ฝุ่นดินคือศักดิ์ศรี
  13. รถดี คนแรง รักษาตำนาน
  14. รถดี คนแรง ทางนี้มีเรื่องราว
  15. รถดี คนแรง วิบากในสายเลือด
  16. รถดี คนแรง ศรัทธาไม่เก่า
  17. รถดี คนแรง เกียรติของนักขี่
  18. รถดี คนแรง ทางดินไม่เคยลืม
  19. รถดี คนแรง ตำนานแห่งฝุ่นดิน
  20. รถดี คนแรง วิบากวินเทจไทยแลนด์

คำคมแนวโลโก้ (3–4 คำ)

  1. รถดี คนแรง
  2. แรงด้วยศรัทธา
  3. วิบากเหนือกาลเวลา
  4. ตำนานยังมีล้อ
  5. ศรัทธาแห่งวิบาก
  6. หัวใจนักลุย
  7. วิบากในสายเลือด
  8. ตำนานบนทางดิน
  9. แรงด้วยหัวใจ
  10. เกียรติแห่งฝุ่นดิน
  11. วิบากคือชีวิต
  12. ล้อหมุน ตำนานเดิน
  13. ทางดิน ทางใจ
  14. ศักดิ์ศรีนักขี่
  15. คลาสสิกเหนือกาล
  16. วิญญาณนักขี่
  17. พลังแห่งตำนาน
  18. ลุยด้วยศรัทธา
  19. ฝุ่นดินคือเกียรติ
  20. ตำนานยังหายใจ

คำคมและแคปชั่นเท่ห์ๆ สำหรับลงรูปคู่กับ “DT125 Mono” (สิงห์สำอาง)

Yamaha DT125 หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า “DT125 Mono” (สิงห์สำอาง) รถรุ่นนี้มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่โช้คหลังเดี่ยวและรูปทรงที่ดูสปอร์ตเหนือกาลเวลา

นี่คือคำคมและแคปชั่นเท่ๆ สำหรับลงรูปคู่กับ DT125 โดยเฉพาะ..

หมวด: ความภูมิใจในสายพันธุ์ Mono



  1. “DT125 Mono: ตำนานโช้คเดี่ยว ที่เกี่ยวหัวใจผมไปตั้งแต่วัยรุ่น”



  2. “สิงห์สำอางตัวจริง ต้องมีควันขาวเป็นเครื่องการันตี”



  3. “Yamaha DT ไม่ใช่แค่รถมอเตอร์ไซค์ แต่มันคือตำนานที่ยังมีลมหายใจ”



  4. “ยุคสมัยเปลี่ยนไป แต่ความภูมิใจบนอาน DT125 ไม่เคยจางหาย”



  5. “เสียงท่อ DT มันคือเสียงดนตรีที่ไพเราะที่สุดในย่านนี้”



หมวด: สายฮาและชีวิตจริง (คนรัก DT)



  1. “DT125: ขี่ไปไหนคนก็มอง… มองว่าเมื่อไหร่ควันจะหมด”



  2. “รักน้ำ รักปลา รัก Yamaha DT125”



  3. “ถึงเครื่องจะเก่า แต่ระบบ Mono Shock ยังนุ่มนวลกว่าใจคน”



  4. “อะไหล่ DT หาไม่ยาก ถ้ามีเงินมากและมีเพื่อนเยอะ”



  5. “ผู้หญิงชอบคนขับรถสปอร์ต แต่ผู้ชายเท่ๆ เขาขับ DT125”



หมวด: แคปชั่นสั้นๆ ลง Instagram/Facebook



  1. “DT125: Legend of the Trail.”



  2. “สิงห์สำอาง… พร้อมกางเล็บลุยฝุ่น”



  3. “Mono Shock ในวันนั้น คือความฝันในวันนี้”



  4. “ขี่ DT125 แล้วรู้สึกเหมือน 14 อีกครั้ง”



  5. “ความสุขง่ายๆ แค่ได้สตาร์ท DT”





เกร็ดน่ารักๆ: สมัยก่อน DT125 ได้ฉายาว่า “สิงห์สำอาง” เพราะเป็นรถวิบากที่ดูดี ทรงสวย และขี่เท่ทั้งในเมืองและป่า.

คำคม น่าคอมเม้นหรือน่ากดไลก์ 28หัวข้อ”เที่ยววันหยุด จิตใจแจ่มใสกับ ชมรมคนรักรถวิบากวินเทจไทยแลนด์”

28 หัวข้อ โทนอบอุ่น สนุก เท่ ชวนกดไลก์และคอมเมนต์ เหมาะลงเพจหรือกลุ่มเลยครับ..

  1. วันหยุดนี้ ออกไปเติมรอยยิ้มกับรถวิบากวินเทจคู่ใจ
  2. เที่ยววันหยุดแบบมีสไตล์ กับชมรมคนรักรถวิบากวินเทจไทยแลนด์
  3. เส้นทางอาจขรุขระ แต่หัวใจเราราบเรียบและมีความสุข
  4. วินเทจไม่เคยเก่า ถ้ายังพาเราออกเดินทาง
  5. วันหยุดดีๆ เริ่มต้นที่บิดคันเร่งและรอยยิ้ม
  6. รถเก่า… แต่ความสุขใหม่ทุกทริป
  7. วิถีวินเทจ วิถีคนรักอิสระ
  8. เที่ยวไม่ต้องหรู แค่มีเพื่อน มีรถ ก็พอ
  9. กลิ่นน้ำมัน เสียงเครื่อง คือดนตรีของคนวินเทจ
  10. วันหยุดไม่ต้องไกล แค่ใจได้พักก็พอ
  11. รถวิบากวินเทจ พาเรากลับไปหาความสุขเรียบง่าย
  12. ทางดิน ทางฝุ่น แต่ความทรงจำชัดเจน
  13. ขี่ไปเรื่อยๆ ให้หัวใจได้พักผ่อน
  14. วินเทจคือความผูกพัน ไม่ใช่แค่พาหนะ
  15. วันหยุดแบบนี้แหละ ที่ใจต้องการ
  16. เพื่อนร่วมทางดีๆ มีค่ากว่าจุดหมาย
  17. รถหนึ่งคัน ความทรงจำเป็นพันเรื่อง
  18. ชมรมคนรักรถวิบากวินเทจไทยแลนด์ ที่นี่มีแต่มิตรภาพ
  19. เที่ยวไป คุยไป หัวเราะไป ตามสไตล์วินเทจ
  20. วันหยุดคือรางวัลของคนที่รักการเดินทาง
  21. รถเก่าแต่ใจยังใหม่เสมอ
  22. บิดเบาๆ แล้วปล่อยใจให้ไหลไปกับทาง
  23. วินเทจไม่เร่งรีบ แต่มีคุณค่าในทุกกิโล
  24. ความสุขของคนรักรถ คือได้ออกทริปด้วยกัน
  25. เที่ยววันหยุด เติมพลังให้ชีวิต
  26. รถวิบากวินเทจ สร้างเรื่องเล่าได้ทุกเส้นทาง
  27. ไม่ต้องเหมือนใคร แค่เป็นตัวเราในแบบวินเทจ
  28. วันหยุดนี้ ถ้าใจเรียกร้อง… รถวิบากวินเทจก็พร้อมเสมอ

เฉลิมศักดิ์ ทองแย้ม ฉายา “น้าเครา”หนึ่งในตำนานนักแข่งรถมอเตอร์ไซค์วิบาก (โมโตครอส) ระดับแนวหน้าของประเทศไทย

Anuchit Suwanarat ผู้เรียบเรียง รวบรวมบทความ

หากพี่ๆน้องๆท่านใดพอมี ประวัติ ของน้าๆนักแข่งรถโมโตครอส กรุณาส่งมาได้ที่ผม https://web.facebook.com/anuchit.suwanarat หรือในคอมเม้นท์ https://pantip.com/topic/43932312 หรือที่ ชมรมคนรักรถวิบากวินเทจไทยแลนด์ ก็ได้ครับ .. ด้วยความขอบพระคุณล่วงหน้าครับ.

เฉลิมศักดิ์ ทองแย้ม หรือที่แฟนมอเตอร์สปอร์ตยุคเก่ารู้จักกันดีในฉายา “น้าเครา” คือหนึ่งในตำนานนักแข่งรถมอเตอร์ไซค์วิบาก (โมโตครอส) ระดับแนวหน้าของประเทศไทยในช่วงยุคทอง (ปี 70s – 80s) ซึ่งเป็นยุคที่การแข่งขันโมโตครอสได้รับความนิยมอย่างสูงในไทย..

เส้นทางในวงการโมโตครอส

  • สังกัดทีม: ท่านเป็นนักแข่งสังกัด ทีมยามาฮ่า (Yamaha) ซึ่งในยุคนั้นยามาฮ่าถือเป็นทีมยักษ์ใหญ่ที่มีนักแข่งฝีมือฉกาจมากมาย
  • เพื่อนร่วมรุ่น: ท่านเติบโตและสร้างชื่อเสียงมาพร้อมกับยอดนักบิดระดับตำนานอย่าง อรรณพ ขำสมบัติ และ วัชระ ปัญจมูล ซึ่งทั้งสามคนถือเป็น “บิ๊กทรี” ของวงการรถวิบากในยุคนั้นที่แฟนความเร็วต้องรู้จัก
  • รถคู่ใจ: หนึ่งในรถแข่งที่เป็นสัญลักษณ์ของท่านคือ Yamaha YZ125 (โดยเฉพาะโมเดลปี 1978 ที่สร้างชื่อเสียงอย่างมาก) ซึ่งเป็นรถที่โดดเด่นทั้งเรื่องน้ำหนักและพละกำลังในสนามทางฝุ่น

จุดเด่นและสไตล์การขับขี่

  • “น้าเครา” เฉลิมศักดิ์ เป็นนักแข่งที่มีความเก๋าเกมและมีลีลาการขับขี่ที่ดุดัน เป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมสนามทางฝุ่นทั่วประเทศ
  • ท่านมีบทบาทสำคัญในการสร้างกระแสกีฬารถวิบากให้กลายเป็นกีฬายอดนิยมที่มียอดผู้ชมล้นหลามในทุกสนามที่จัดแข่งขัน

สมัยนั้น นักแข่งรุ่นเดียวกันกับ เฉลิมศักดิ์ทองแย้ม มีแช่มทองคุณเกต, ฉลามอินโสภา, วัชระปัญจมูล, เบิร์ดหนองแขม, อรรณพขำสมบัติ, จอนอิสราม, อดิเรกแซ่ลิ้ม, คริสมาสวิไลโรจน์, ณรงค์อยู่สุข,หมูคาวา,อ๊อด อยู่พิมาย, ..สมัยก่อนใช้รถยามาฮ่าดีที100-125มากที่สุด

รองมา ใช้รถซูซูกิทีเอส100-125 ตอนหลังมามีรถแข่งหม้อน้ำมานิยมใช้มากขึ้น เป็นรถยามาฮ่าYZ125(ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากคุณ ศรชัย อานิล)


ประวัติการแข่งขันของ คุณเฉลิมศักดิ์ ทองแย้ม หรือ “น้าเครา” ในวงการโมโตครอสไทยนั้น ท่านถือเป็นตัวหลักของ ทีมโรงงานยามาฮ่า (Yamaha Factory Team) ในช่วงปี พ.ศ. 2520 – 2530 ซึ่งเป็นยุคที่โมโตครอสเฟื่องฟูที่สุดในประเทศไทย

นี่คือรายละเอียดเกี่ยวกับรถแข่งคู่ใจและเกียรติประวัติในยุคนั้น..

1. รุ่นรถแข่งในตำนาน (The Machines)

ในฐานะนักแข่งสังกัดทีมยามาฮ่า ท่านได้ใช้รถตระกูล YZ Series ซึ่งเป็นรถสูตร (Production Racer) ที่ดีที่สุดในยุคนั้น โดยรุ่นที่โดดเด่นที่สุดคือ..

  • Yamaha YZ125E (โมเดลปี 1978): นี่คือรถรุ่นที่สร้างชื่อให้ท่านอย่างมาก เป็นรถ 2 จังหวะที่ขึ้นชื่อเรื่องความแรงและน้ำหนักเบา โดยมีเอกลักษณ์คือถังน้ำมันทรงมนและระบบกันสะเทือนหลังแบบ Monoshock ยุคแรก
  • Yamaha YZ125 และ YZ250 (รุ่นต่างๆ ในยุค 80): ท่านขยับไปเล่นในรุ่นความจุที่สูงขึ้นตามลำดับการแข่งขัน รถในยุคนั้นจะเริ่มเปลี่ยนจากระบบระบายความร้อนด้วยอากาศมาเป็น ระบายความร้อนด้วยน้ำ (Liquid Cooled) และมีระบบวาล์วไอเสีย YPVS ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ของยามาฮ่าในขณะนั้น

2. ทำเนียบแชมป์และผลงาน (Championship & Legacy)

แม้ในยุคนั้นการบันทึกสถิติอาจไม่ละเอียดเท่าปัจจุบัน แต่ชื่อของ เฉลิมศักดิ์ ทองแย้ม ถูกบันทึกไว้ในฐานะ “บิ๊กทรี (Big 3)” แห่งยุคทองของโมโตครอสไทย..

  • 3 ยอดฝีมือทีมยามาฮ่า: ท่านเป็น 1 ใน 3 นักแข่งที่เก่งที่สุดของค่ายร่วมกับ อรรณพ ขำสมบัติ และ วัชระ ปัญจมูล (แชมป์ประเทศไทย 8 สมัย) โดยทั้ง 3 คนมักจะผลัดกันครองโพเดียมในรายการใหญ่ระดับประเทศ
  • การแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย (Thailand Motocross Championship): ท่านเป็นนักแข่งระดับเกรด A ที่คว้าแชมป์สนามและติดอันดับ Top 3 ของประเทศอย่างต่อเนื่องในรุ่น 125cc และรุ่น Open
  • สไตล์การขับขี่: ท่านขึ้นชื่อเรื่องการ “บู๊” และ “ใจถึง” ลีลาการกระโดดเนินที่สวยงามและดุดัน ทำให้เป็นขวัญใจแฟนๆ สนามฝุ่นทั่วประเทศ และได้รับฉายาว่า “น้าเครา” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวจนถึงทุกวันนี้

3. เส้นทางหลังอำลาสนาม

หลังจากยุติบทบาทนักแข่งอาชีพ ท่านไม่ได้ทิ้งวงการไปเสียทีเดียว..

  • ครูฝึกและแรงบันดาลใจ: ท่านยังคงให้คำแนะนำแก่รุ่นน้องในวงการ และมักจะปรากฏตัวในงานรวมตัว “รถวิบากคลาสสิก” (Vintage Motocross) เพื่อย้อนรำลึกความหลังกับเพื่อนร่วมรุ่น
  • ปัจจุบัน: ท่านใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยทำเกษตรกรรมและฟาร์มส่วนตัว แต่ชื่อของท่านยังคงเป็นตำนานที่แฟนรถวิบากรุ่นใหญ่พูดถึงเสมอเวลาที่มีการจัดงานรวมรุ่นหรือมีงานรถแข่งวินเทจ
    —————

รถแข่งตระกูล Yamaha YZ ในยุคที่ “น้าเครา” เฉลิมศักดิ์ ทองแย้ม ครองสนาม (ช่วงปี 1978 – 1985) ถือเป็นยุคเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีครั้งสำคัญของโลกโมโตครอส จากระบบระบายความร้อนด้วยลมสู่หม้อน้ำ และจากโช้คคู่สู่โช้คเดี่ยว

นี่คือรายละเอียดทางเทคนิคของรถที่เป็น “อาวุธ” หลักในยุคนั้น โดยเฉพาะรุ่นยอดนิยมอย่าง YZ125 ..

1. ยุคทองของอากาศและโช้คเดี่ยว: Yamaha YZ125E (1978)

รุ่นนี้คือรถที่สร้างชื่อให้น้าเคราอย่างมาก และเป็นรุ่นที่นักสะสมรถวิบากวินเทจถวิลหาที่สุด

  • เครื่องยนต์: 2 จังหวะ สูบเดียว ขนาด 123cc ระบายความร้อนด้วยอากาศ
  • ระบบไอดี: Reed Valve (รีดวาล์ว 7 พอร์ต) ซึ่งช่วยให้การตอบสนองคันเร่งฉับไว
  • กำลัง: ให้แรงม้าประมาณ 28-30 แรงม้า (ถือว่าสูงมากในยุคนั้นเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว)
  • ระบบเกียร์: 6 สปีด แบบ Close Ratio (อัตราทดชิด) เพื่อให้รถอยู่ในย่านกำลังสูงสุดตลอดเวลา
  • เฟรม: ทำจากเหล็กโครโมลี (Chrome-moly) น้ำหนักเบาแต่แข็งแรงกว่าเหล็กทั่วไป
  • จุดเด่นเทคโนโลยี: * Monocross Suspension: เป็นยุคแรกๆ ที่ใช้โช้คหลังตัวเดียววางนอนอยู่ใต้ถังน้ำมันยาวไปถึงใต้เบาะ (เรียกว่าโช้คกระบอกยาว) ซึ่งให้ระยะยุบตัวที่มากกว่าโช้คคู่เดิมๆ อย่างมหาศาล
    • น้ำหนัก: เบาเพียงประมาณ 86 กิโลกรัม (Dry Weight) ทำให้คล่องตัวมากในการบินข้ามเนิน

2. ยุคปฏิวัติเทคโนโลยี: Yamaha YZ125 (ช่วงปี 1981 – 1985)

ในช่วงต้นยุค 80s ยามาฮ่าได้ใส่นวัตกรรมที่กลายเป็นมาตรฐานของรถวิบากจนถึงปัจจุบัน:

  • Liquid Cooled (ระบบหม้อน้ำ): เริ่มนำมาใช้ใน YZ125 ตัวแข่งในปี 1981 ช่วยให้เครื่องยนต์รักษาพละกำลังได้คงที่ตลอดการแข่งขันที่ยาวนาน ไม่เกิดอาการ “เครื่องล้า” จากความร้อน
  • YPVS (Yamaha Power Valve System): ถือเป็นไม้ตายของยามาฮ่า เป็นวาล์วที่ช่องไอเสียซึ่งควบคุมด้วยกลไก (ต่อมาเป็นไฟฟ้า) เพื่อปรับขนาดช่องไอเสียตามรอบเครื่องยนต์
    • ผลลัพธ์: ทำให้รถมีแรงบิดดีในรอบต่ำ และมีพลัง “เดินลึก” ในรอบสูง แตกต่างจากรถ 2 จังหวะยุคเก่าที่จะแรงแค่รอบปลายอย่างเดียว
  • ระบบเบรก: เริ่มเปลี่ยนจาก ดรัมเบรก (Drum Brake) มาเป็น ดิสก์เบรกหน้า ในปี 1985 ซึ่งช่วยให้การเข้าโค้งลึกๆ และการชะลอรถทำได้แม่นยำขึ้นมาก

3. เอกลักษณ์ประจำตัว: “โช้คเข็มทอง” และ “คาร์บูฯ แฟลตสไลด์”

นักแข่งระดับตำนานอย่างน้าเครามักจะมีการเซ็ตติ้งรถที่พิเศษกว่ารถเดิมๆ:

  • ระบบช่วงล่าง: ในยุคนั้นนักแข่งทีมโรงงานจะใช้โช้คอัพ Kayaba (KYB) หรือ Ohlins ที่มีการปรับจูนวาล์วภายในเป็นพิเศษ (บ้านเรามักเรียกการปรับแต่งช่วงล่างเทพๆ ว่าการทำ “โช้คเข็ม”)
  • คาร์บูเรเตอร์: มักเปลี่ยนไปใช้ Mikuni หรือ Keihin ปากกว้างพิเศษ เพื่อการจ่ายน้ำมันที่รุนแรงขึ้น

ตารางสรุปเปรียบเทียบ (โดยประมาณ)

คุณลักษณะYZ125E (1978)YZ125 (1985)
การระบายความร้อนอากาศ (Air Cooled)น้ำ (Liquid Cooled)
ระบบพาวเวอร์วาล์วไม่มีมี (YPVS)
ระบบเบรก (หน้า/หลัง)ดรัม / ดรัมดิสก์ / ดรัม
ระบบกันสะเทือนหลังMonocross (วางนอนใต้ถัง)Monocross (Linkage type)
น้ำหนักตัวรถ~86 กก.~88-90 กก.

รถเหล่านี้ในปัจจุบันกลายเป็น “สมบัติล้ำค่า” ในวงการ Vintage Motocross ซึ่งราคาสะสมในสภาพสมบูรณ์พร้อมแข่งอาจพุ่งสูงไปถึงหลักแสนบาทเลยทีเดียว.

ขอขอบคุณ..
https://www.youtube.com/watch?v=jEwrc1gRPLU

“ร่วมจารึกตำนานทางฝุ่น! ขอเชิญแบ่งปันประวัติ ‘ฮีโร่โมโตครอสไทย’ ในความทรงจำ”

เรียนเชิญเพื่อนๆช่วยกันส่ง ประวัติ ของน้าๆนักแข่งรถโมโตครอส ในเมืองไทย มากันเยอะๆนะครับ.. ผมจะจัดทำรวมไว้เป็นหมวดหมู่ใน https://www.thaimotocar.com/2023/10/12/thailand-motocross-champion-watchara-panchamoon/ ครับ

“เพราะตำนานมีไว้เล่าต่อ… ร่วมบันทึกประวัติศาสตร์นักบิดโมโตครอสเมืองไทยที่นี่!”

.. สำหรับท่านนักแข่งในตำนานที่ผมได้รวบรวมไว้แล้ว มีดังนี้ครับ..

-จอห์น อิสรัมย์

-สิงห์กุ่ย วัชระ ปัญจมูล
-หมูข้าวหลามตัด

..ยังขาดอีกหลายท่าน ..พี่ๆน้องๆท่านใดพอมี ประวัติ ของน้าๆนักแข่งรถโมโตครอส กรุณาส่งมาได้ที่ผม https://web.facebook.com/anuchit.suwanarat หรือในคอมเม้นท์ https://pantip.com/topic/43932312 ก็ได้ครับ .. ด้วยความขอบพระคุณล่วงหน้าครับ. ❤

“รำลึกยุคทอง! ชวนพี่น้องส่งประวัติ ‘น้าๆ นักแข่งรุ่นเก๋า’ ให้เด็กรุ่นใหม่ได้รู้จัก”

รถวิบากยักษ์ใช้เครื่องยนต์ดีเซล Kawasaki KLR650 ในกองทัพสหรัฐ

รถวิบากยักษ์ Kawasaki KLR650 ใช้เครื่องยนต์ดีเซลในกองทัพสหรัฐ

———- ———-

Kawasaki KLR650 คือรถมอเตอร์ไซค์สายลุยแนวแอดเวนเจอร์ไบค์จากค่ายยักษ์เขียว Kawasaki ที่หลายคนทราบถึงชื่อเสียงในความอึด ถึก ทน ของมันเป็นอย่างดี และด้วยคุณสมบัติด้านนี้ของมันนั่นเองจึงทำให้กองทัพสหรัฐอเมริกา และในกลุ่มร่วม NATO (องค์การสนธิสัญญาอเมริกาเหนือ) ได้เลือกใช้รถรุ่นนี้เพื่อเป็นยานพาหนะสำหรับกองทัพ

สำหรับข้อกำหนดในเรื่องยานพาหนะที่จะเข้ามาประจำการในกองทัพ NATO ได้นั้นยานพาหนะทุกคันจะต้องสามารถใช้น้ำมันดีเซล หรือไบโอดีเซลได้ในยามสถานการณ์ปกติ และหากเกิดภาวะสงครามพาหนะทุกคนก็ต้องสามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องการบิน หรือน้ำมันก๊าด JP8 ได้ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งนี่คือข้อบังคับของยานพาหนะทุกคันในกองทัพตั้งแต่รถถัง ไปจนถึงรถจี๊ปก็ไม่เว้น ซึ่งทุกคันจะต้องผ่านคุณสมบัตินี้ก่อนเป็นอันดับแรก
.. Hayes M1030-M1 หรือ Kawasaki KLR650 ดัดแปลงคันนี้นั้นเป็น KLR ในรุ่นปี 2004 ที่ได้รับการดัดแปลงตัวรถ 2-3 อย่างเพื่อให้ตัวเครื่องยนต์สามารถใช้งานได้กับน้ำมันดีเซลได้ โดยตัวรถ Hayes M1030-M1 จากทางกองทัพจะมาพร้อมกับขนาดเครื่องยนต์ 584 ซี.ซี. แต่ในบางคันจะดัดแปลงให้มีขนาดเครื่องยนต์ 611 ซี.ซี. และถูกขับเคลื่อนด้วยเกียร์แบบ 5 สปีด

สำหรับเครื่องยนต์ของเจ้า Hayes M1030-M1 ได้มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของลูกสูบ และกระบอกสูบใหม่ พร้อมระยะชักที่ 100 มม. x 83 มม. โดยในเครื่องยนต์พิกัด 584 ซี.ซี. จะมาพร้อมขุมพลังที่ 30 แรงม้า และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ประมาณ 136 กม./ชม. แต่ในรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 611 ซี.ซี. ตัวรถจะมาพร้อมความเร็วสูงสุดที่ประมาณ 195 กม./ชม.

และนอกจากความเร็วที่สามารถทำได้สูงมากแล้ว NATO ยังได้มีข้อบังคับอีกว่ายานพาหนะจะต้องวิ่งได้ระยะทาง 400 ไมล์หรือประมาณ 643 กม. ต่อน้ำมันเชื้อเพลิง 1 ถัง ซึ่งหมายความว่านอกจากเครื่องยนต์จะต้องทรงพลังแล้ว ตัวรถยังต้องมีถังน้ำมันที่ใหญ่มากอีกด้วย แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่าตัวรถอย่าง Hayes M1030-M1 นั้นมีน้ำหนักอยู่ที่ 176 กก. เท่านั้น.

cr: AutoFun Thailand https://adventuremotorcycle.com/bikes/bikes-kawabota-diesel-klr

 

รายได้หรือ “ค่าตัว” ของนักแข่งโมโตครอสอาชีพในอเมริกา บางคนได้300ล้านบาท/ปี

รายได้หรือ “ค่าตัว” ของนักแข่งโมโตครอสอาชีพในอเมริกา (โดยเฉพาะในรายการ AMA Supercross และ Pro Motocross) มีความเหลื่อมล้ำสูงมาก โดยแบ่งกลุ่มรายได้ตามระดับความสามารถและสังกัดทีม ดังนี้..

1. กลุ่มนักแข่งระดับซูเปอร์สตาร์ (Factory Riders – Top Tier)

นักแข่งกลุ่มนี้คือกลุ่มที่อยู่หัวแถวของตาราง เช่น Jett Lawrence, Eli Tomac หรือ Chase Sexton

  • ค่าตัวรายปี (Base Salary): ประมาณ 2 – 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (70 – 175 ล้านบาท) ต่อปี (เฉพาะเงินเดือนจากค่ายรถ เช่น Honda, KTM, Yamaha)
  • โบนัสแชมป์: หากคว้าแชมป์รายการใหญ่ อาจได้โบนัสจากค่ายรถและสปอนเซอร์เพิ่มอีก 1 ล้านดอลลาร์ (35 ล้านบาท) ต่อรายการ
  • รายได้รวม: เมื่อรวมสปอนเซอร์ส่วนตัว (เช่น Red Bull, Monster Energy, Oakley) และการขายสินค้า (Merchandise) นักแข่งอย่าง Jett Lawrence อาจมีรายได้สูงถึง 8 – 10 ล้านดอลลาร์ (280 – 350 ล้านบาท) ต่อปี

2. กลุ่มนักแข่งทีมโรงงานทั่วไป (Factory Riders – Mid Tier)นักแข่งที่สังกัดทีมโรงงานแต่ไม่ได้เป็นตัวเต็งแชมป์ทุกสนาม

  • ค่าตัวรายปี: ประมาณ 200,000 – 500,000 ดอลลาร์ (7 – 17.5 ล้านบาท)
  • รายได้เสริม: จะเน้นไปที่ “เงินรางวัลในสนาม” (Purse Money) และโบนัสจากการขึ้นโพเดียม ซึ่งในปัจจุบันรายการ SuperMotocross (SMX) มีเงินรางวัลสูงมาก

3. กลุ่มนักแข่งอิสระ (Privateers)กลุ่มนี้คือหัวใจของวงการแต่มีรายได้น้อยที่สุด หลายคนต้องหาเงินเองเพื่อมาแข่ง

  • ค่าตัว: ไม่มีเงินเดือนประจำ
  • รายได้หลัก: มาจากเงินรางวัลในสนาม (Purse Money) ซึ่งหากเข้ารอบชิง (Main Event) ได้ในอันดับท้ายๆ อาจได้เงินเพียง 1,500 – 3,000 ดอลลาร์ (50,000 – 100,000 บาท) ต่อสนาม ซึ่งมักจะไม่พอกับค่าเดินทางและค่าบำรุงรักษาเครื่องยนต์

ตารางสรุปเงินรางวัลในสนาม (โดยประมาณปี 2024-2025)

รายการ / อันดับอันดับ 1 (ชนะเลิศ)อันดับ 10อันดับ 20
Supercross (450SX)~$14,000 (5 แสนบาท)~$3,000 (1 แสนบาท)~$2,000 (7 หมื่นบาท)
SMX Playoff (450)$100,000 (3.5 ล้านบาท)$7,500 (2.6 แสนบาท)$4,000 (1.4 แสนบาท)
แชมป์ SMX ประจำปี$1,000,000 (35 ล้านบาท)$75,000 (2.6 ล้านบาท)$25,000 (8.7 แสนบาท)

ข้อน่าสังเกต:

  • ความลับของสัญญา: ค่าตัวนักแข่งโมโตครอสในอเมริกาจะไม่มีการเปิดเผยตัวเลขที่แน่นอนเหมือนนักกีฬา NBA หรือ NFL เนื่องจากเป็นสัญญาปิดระหว่างนักแข่งกับค่ายรถ
  • ค่าใช้จ่ายสูง: นักแข่งกลุ่ม Privateer ต้องจ่ายค่าช่าง ค่าอะไหล่ และค่าเดินทางเองทั้งหมด ทำให้หลายคนมีรายได้สุทธิ “ติดลบ” หรือแค่พออยู่รอดเท่านั้น
  • ยุคทองของเงินรางวัล: ตั้งแต่มีการรวมรายการเป็น SuperMotocross World Championship เงินรางวัลรวมพุ่งสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์ ทำให้รายได้นักแข่งแถวหน้าเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล